“ปฏิวัติอเมริกา” อีกหนึ่งต้นเหตุสู่การขับเคลื่อนไหว Black Lives Matter

เมื่อวันที่ (25 มิถุนายน 63 )“ปฏิวัติอเมริกา” การรื้อถอนอนุสาวรีย์ฝ่ายใต้ในสหรัฐอเมริกา จุดชนวนข้อถกเถียงเรื่อง “การเหยียดสีผิว” ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานในสังคมอเมริกัน ถึงแม้ว่า “สงครามกลางเมือง” จะมีสาเหตุจากความขัดแย้งของชนชั้นนำเพื่อแย่งชิงอำนาจ แต่นักประวัติศาสตร์ก็เห็นพ้องกันว่า ต้นตอของสงครามในครั้งนี้คือ “การถือครองทาส” โดยสงครามที่ร้ายแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติสหรัฐฯ ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความพยายามรักษา “สถาบันคนผิวขาว” ของรัฐทางใต้ แต่อีก 155 ปีต่อมา อนุสาวรีย์ของผู้นำฝ่ายใต้กลับถูกรื้อถอน ธงของฝ่ายใต้ถูกสั่งห้ามใช้ในกิจกรรมสาธารณะ ขณะที่ชื่อฐานทัพของกองทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งตามชื่อของผู้นำฝ่ายใต้ ก็ต้องเผชิญกับความกดดันให้เปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม สงครามกลางเมืองไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด แต่เป็นจุดเดือดของการเหยียดคนผิวดำเชื้อสายแอฟริกัน ที่คุกรุ่นอยู่ในสถาบันทางสังคมมาอย่างยาวนาน โดย 240 ปีก่อนสงครามกลางเมือง มีการกดขี่สิทธิการอยู่อย่างเสรีของคนผิวดำในแผ่นดินอเมริกาอย่างหนักหน่วง หรือการปฏิบัติต่อคนกลุ่มนี้เยี่ยง “ทาส” จนนำไปสู่ความพยายามลุกขึ้นมาต่อสู้ ที่ทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลวหลายต่อหลายครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น สงครามกลางเมืองยังเป็นจุดเดือดของนโยบายด้านสีผิวที่ล้มเหลว เหตุผลเหล่านี้ ทำให้คนอเมริกันในปัจจุบันจึงต้องการให้รื้อถอนอนุสาวรีย์เพื่อเปลี่ยนแปลงความเชื่อและความเข้าใจอดีตของประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ “สงครามกลางเมือง” ไม่ใช่สงครามเดียวในสหรัฐฯ ที่มี “ทาส” เป็นองค์ประกอบสำคัญ

ย้อนกลับไปถึงสงครามในปี 1812 ทหารอังกฤษออกลาดตระเวนตามเส้นทางจากบัลติมอร์ถึงวอชิงตัน และผ่านพื้นที่ของนายทาส ซึ่งทหารอังกฤษทำให้กลุ่มทาสแปรพักตร์เข้าร่วมกับฝ่ายอังกฤษเป็นจำนวนมาก แม้ในช่วงท้ายของสงคราม สถานที่สำคัญของสหรัฐฯ จะถูกทำลายลง แต่สงครามครั้งนี้ก็เป็นการปลดแอกทาสครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ คือมากกว่า 4,000 คนในช่วงปี 1776 ถึง 1865 และต่อมา กลุ่มทาสเหล่านี้ได้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่รัฐโนวาสโกเชีย ประเทศแคนาดา และประเทศจาเมกา

อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *