มอง “ผู้ลี้ภัย” ผ่านสายตาคนไทยที่อยากเห็นมนุษยธรรม การหายตัวไป

การหายตัวไปของ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” NGO ผู้ซึ่งลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศกัมพูชา นับเป็นอีกครั้งที่คำว่า “ผู้ลี้ภัย” ปรากฏในความรับรู้ของคนไทย จากที่ผ่านมาสังคมไทยดูจะไม่ได้ให้ความสนใจกับประเด็นนี้มากนัก แม้จะมีผู้ลี้ภัยเดินทางเข้ามาและอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมากก็ตาม หรือหากมีการพูดถึง ก็จะเป็นภาพของอาชญากรหรือภาระของประเทศ ประกอบกับการที่ประเทศไทยไม่ได้มีกฎหมายรองรับผู้ลี้ภัย ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ต้องมีชีวิตอยู่อย่างหลบซ่อน เพราะการเปิดเผยตัวอาจทำให้พวกเขาต้องพลัดพรากจากครอบครัวและสูญเสียอิสรภาพไปชั่วชีวิต

แต่ในแง่ของมนุษยธรรม ผู้ลี้ภัยก็เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและความใฝ่ฝันไม่ต่างจากคนอื่นๆ ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้อง “ถูกมองเห็น” เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ การมองเห็นผู้ลี้ภัยจะให้อะไรกับตัวเราและสังคมไทย มาหาคำตอบไปพร้อมกัน

ผู้ลี้ภัยในสายตาศิลปิน
เป็นที่รู้กันดีว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ ปี 2494 และไม่มีกฎหมายรับรองสถานภาพของผู้อพยพ และผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่ใช่สถานที่รองรับการลี้ภัย ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ที่เข้ามานั้น จะหนีภัยสงครามและการเมืองเข้ามาในประเทศไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว เมื่อวีซ่าหมดอายุ ก็ต้องอยู่อย่างหลบซ่อน เพื่อไม่ให้ถูกจับกุมตัว เงื่อนไขทางกฎหมายเช่นนี้เป็นปัจจัยลำดับแรกๆ ที่ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นผู้ลี้ภัยได้ ประกอบกับแนวคิดชาตินิยมที่ทำให้เรามองผู้ลี้ภัยเป็นคนอื่น รวมทั้งทัศนคติที่มองว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ของประเทศไทย ก็ทำให้เรามองข้ามความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านี้ นำไปสู่การต่อต้าน โจมตี หรือมองไม่เห็นว่าคนเหล่านี้มีตัวตนและต้องการความช่วยเหลือ

คุณจิรวัฒน์ เอื้อสังคมเศรษฐ์ ศิลปินวิดีโอและภาพยนตร์ ผู้จัดนิทรรศการ “ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในโลกความจริงของคุณ” ที่ว่าด้วยชีวิตของผู้ลี้ภัยในเมือง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เปิดเผยถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานกับผู้ลี้ภัยว่า นอกจากคนไทยจะไม่รับรู้การมีอยู่ในเชิงกายภาพของผู้ลี้ภัยแล้ว ยังมองไม่เห็นถึงเรื่องราวเบื้องหลังของคนเหล่านี้ด้วย

“เรามักจะมองเห็นเขาในอีกแบบหนึ่ง คือมองว่าทำไมเขาต้องมาอยู่ประเทศเรา คิดจะมาทำอะไร แต่ถ้าไปดูจริงๆ ผู้ลี้ภัยส่วนมากก็ไม่ได้อยากอยู่ประเทศไทย เขาอยากไปต่อประเทศที่สาม ซึ่งมันอาจจะสะท้อนได้ว่าการมองไม่เห็น มันก็มีได้หลายระดับ บางครั้งความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และเรามองไม่เห็นสิ่งที่เป็นแกนของเขา มันก็อาจจะเรียกได้ว่าเรามองไม่เห็นเขา เรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเขา” คุณจิรวัฒน์กล่าว

คุณจิรวัฒน์เล่าว่า การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยเป็นเวลานาน 2 ปี เพื่อจัดทำนิทรรศการ ถือเป็นการ “เปิดตา” ให้เขารู้ว่าที่จริงแล้ว ผู้ลี้ภัยไม่ใช่แค่คนที่อยู่ในค่ายตามชายแดน แต่อยู่ใกล้ตัวเขามากกว่าที่คิด นั่นคือกลุ่ม “ผู้ลี้ภัยในเมือง” ซึ่งมีสถานะและตัวตนที่เลือนรางยิ่งกว่ากลุ่มที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย

“ผู้ลี้ภัยในเมืองส่วนมากเข้ามาในประเทศไทยเพราะว่าเรามี UNHCR ที่จะช่วยให้เขาได้ไปอีกประเทศหนึ่ง แต่กลายเป็นว่ากระบวนการที่จะไปประเทศที่สามมันนานมากจนวีซ่าเขาขาด ต้องมีชีวิตอยู่ในพื้นที่แคบๆ แม้ว่าจะสามารถออกมาเจอโลกภายนอกบ้าง แต่ก็ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ ทำให้ตัวตนของผู้ลี้ภัยไม่ถูกมองเห็น และถ้าเขาโชคร้าย ถูกจับ เขาก็ต้องติดคุกเลย ถ้าโชคร้ายกว่านั้น คือไม่มีเงินประกันตัว ผมคิดว่าการถูกคุมขังโดยที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสจะได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ มันก็เป็นนรกแบบหนึ่ง เป็นความทุกข์ทรมานแบบหนึ่ง” คุณจิรวัฒน์เล่า

“ผู้ต้องกัก” ใน ตม.
ชีวิตในฐานะ “ผู้ต้องกัก” ของผู้ลี้ภัยที่ถูกควบคุมตัวในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเป็นอย่างไรนั้น น้อยคนที่จะได้รู้เห็น แต่เรามักจะได้ยินได้ฟังจากการบอกเล่าของคุณศักดา แก้วบัวดี นักแสดงที่ได้ชื่อว่าเป็น “เพื่อนของผู้ลี้ภัย” ที่นอกจากจะไปเยี่ยมเยียนผู้ลี้ภัยใน “ศูนย์กักขัง” แล้ว ยังเคยประกาศระดมทุนช่วยเหลือครอบครัว“ผู้ลี้ภัย” ให้สามารถเดินทางไปยังประเทศที่สามหลายครั้ง

คุณศักดาเล่าว่า เขาได้รู้จักกับผู้ลี้ภัยครั้งแรกเมื่อปี 2017 เมื่อเพื่อนชาวฝรั่งเศสฝากให้เขานำอาหารไปเยี่ยม “เอริก” ผู้ลี้ภัยชาวคองโก และเขาพบว่ามีผู้ลี้ภัยหลายเชื้อชาติถูกคุมตัวอยู่ในศูนย์ จึงขอให้เอริกหาข้อมูลของผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ มาให้ เพื่อจะได้ติดต่อขอเข้าเยี่ยมคนอื่นๆ ได้

“พอได้เยี่ยมห้องอื่น ก็เริ่มเห็นว่ามีคนแก่ มีเด็กอยู่ในนั้น เด็กบางคนโดนจับมาทั้งครอบครัว แม่จะถูกแยกไปห้องกักกันหญิง พ่อจะถูกแยกไปห้องกักกันชาย ลูกก็จะถูกแยกไปอีกห้อง ซึ่งทั้งครอบครัวจะไม่ได้เจอกันเลย การที่จะให้ทั้งครอบครัวมาเจอกัน ต้องมีคนเยี่ยมตามจำนวน เช่น ครอบครัวนี้มีกัน 4 คน ผมก็ต้องพาคน 4 คน ไปเยี่ยม 4 คนนี้ เพื่อให้ทุกคนได้ออกจากห้องมาเจอกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ผมเข้าไปเยี่ยม แล้วก็ไม่เคยหยุดเลยในช่วงครึ่งปีแรก”

คุณศักดาอธิบายว่า ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ต้องถูกคุมตัว 24 ชม. ในห้องที่แออัด การเข้าไปเยี่ยมจะทำให้พวกเขาได้ออกมาที่ห้องเยี่ยมและพูดคุยกับคนอื่นๆ และจะได้กินอาหารนอกเหนือจากที่ศูนย์กักขังจัดหาให้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เติมเต็มจิตใจของผู้ลี้ภัย นอกจากนี้ การเข้าเยี่ยมผู้ลี้ภัยยังทำให้เขาได้รับรู้เรื่องราวของคนเหล่านี้ บางคนมีสมาชิกในครอบครัวอาศัยอยู่ข้างนอก จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณศักดาเริ่มนำอาหารและของใช้จำเป็นไปเยี่ยมผู้ลี้ภัยในเมืองด้วย

“หลายคนที่เขาถูกแยกกันไปด้วยเหตุผลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ตม. ถูกขังคนละห้อง แค่มีคนไปเยี่ยมแล้วเขาได้ออกจากห้องมาเจอหน้ากัน ผมเห็นเขาเจอกัน ร้องไห้ เราก็มีความสุขไปด้วย ถ้าได้ไปอยู่ในประเทศที่ปลอดภัยมากกว่านี้ มีอิสระมากกว่านี้ ก็ยิ่งดี ผมก็เลยคิดว่าสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคืออยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน และอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย” คุณศักดากล่าว

การพบปะและรับฟังเรื่องราวของผู้ลี้ภัย ทำให้คนธรรมดาอย่างคุณศักดาหันมาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่คาดคิด นั่นคือการติดต่อสถานทูตในประเทศต่างๆ ที่รองรับผู้ลี้ภัย และส่งครอบครัวผู้ลี้ภัยให้เดินทางไปยังประเทศที่สาม ด้วยเงินเก็บของตัวเองและการระดมทุนจากเพื่อนในโลกออนไลน์ ซึ่งครอบครัวที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด คือครอบครัวของ “เหนีย” ชาวม้งที่เป็นคริสเตียนจากทางตอนเหนือของเวียดนาม ที่หนีการปราบปรามของรัฐบาลเวียดนามไปยังประเทศลาว ก่อนจะล่องเรือพาภรรยาและลูกสาว 5 คน ฝ่าพายุข้ามแม่น้ำโขงมายังประเทศไทย ก่อนที่เหนียจะถูกจับที่กรุงเทพฯ ขณะเดินทางกลับจากการติดต่อ UNHCR

อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *